สุดยอดภาพยนตร์ไทย ที่สร้างมาจากเรื่องจริง

Rate this post

1.น้ำพุ (พ.ศ. 2527)
กำกับโดย ยุทธนา มุกดาสนิท
นำแสดงโดย ภัทราวดี มีชูธน, อำพล ลำพูน, วรรษมน วัฒโรดม, เรวัต พุทธินันทน์,
สุเชาว์ พงษ์วิไล
ภาพยนตร์สะท้อนสังคมสร้างมาจากเรื่องจริงของ วงษ์เมือง นันทขว้าง หรือ
น้ำพุ ลูกชายคนเดียวของสุวรรณี สุคนธ์เที่ยง เจ้าของนามปากกา “สุวรรณี
สุคนธา” (น้ำพุตัวจริงคือคนขวาสุดของภาพด้านขวา)
น้ำพุเป็นเด็กที่เติบโตมาในครอบครัวที่มีปัญหา พ่อกับแม่แยกทางกัน
และเขาก็ได้ค้นหาสิ่งใหม่ๆให้ชีวิตทั้งดีและไม่ดี แล้วน้ำพุ ก็เลือกทางผิด
ยิ่งเมื่อแม่มีสามีคนใหม่ จึงเป็นตัวเร่งให้เขาเริ่มแตกแยกจากครอบครัว
บวกกับการที่เขาเลือกคบเพื่อนที่เสพยา จนติดยาหนัก
แก้วเพื่อนสนิทของน้ำพุรู้เข้า ก็เสียใจมาก จึงตัดสินใจบอกแม่และครอบครัว
แม่พาน้ำพุไปเลิกยาที่วัดถ้ำกระบอกกับเพื่อน แต่เมื่อเขากลับมาบ้าน
เขากลับไม่ได้รับการต้อนรับอย่างดีเท่าที่เขาคาดหวัง
จึงเกิดความรู้สึกน้อยใจตามประสาวัยรุ่น หันกลับไปหายาเสพติดอีกครั้ง
และครั้งนี้มันก็เอาชีวิตของน้ำพุไป
ก่อนจะเป็นหนัง “น้ำพุ”
เคยเป็นหนังสือเล่มเล็กๆที่กระทรวงศึกษาธิการแนะนำให้นักเรียนอ่านนอกเวลา
เพราะความตายจากยาเสพติดของน้ำพุ สะเทือนใจสังคมไทยในเวลานั้น
และเมื่อเป็นหนัง แม้ไม่มีหลักสูตรแนะนำหนังนอกโรงเรียน
แต่หลายโรงเรียนได้นำนักเรียนไปดูชีวิต
และชะตากรรมของเขาจึงฝังอยู่ในความทรงจำในยุคสมัยหนึ่งของสังคมไทย
ภาพยนตร์ออกฉายวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2527 อุทิศให้แก่คุณสุวรรณี
สุคนธ์เที่ยง ที่เสียชีวิตขณะไปจ่ายตลาด แล้วถูกวัยรุ่นทำร้ายถึงแก่ความตาย
เพื่อชิงรถยนต์นำไปหาซื้อยาเสพติด เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2527
ภาพยนตร์ได้รับความนิยมมากมาย
ทุกโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศต่างแน่นขนัดไปด้วยผู้ชมที่ต่างก็อยากเข้าไปช
มภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นจากชีวิตจริงๆ ของครอบครัวๆ
หนึ่งที่เอาชีวิตของคนทั้งครอบครัวมาเป็นตัวอย่างและถ่ายทอดออกมาเป็นวรรณก
รรมและภาพยนตร์ได้อย่างซาบซึ้งอารมณ์จนเป็นที่กล่าวขานกันมากที่สุดแห่งยุคเ
ป็นความประทับใจที่ไม่รู้เลือน

เช่นเดียวกันความสำเร็จของด้านนักแสดงที่รับบทเป็นน้ำพุอย่าง อำพล
ลำพูนก็แจ้งเกิด ณ เวทีการแสดงแห่งนี้ ส่งผลให้เขาได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง
สาขาดารานำชายยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยื่ยม
อีกทั้งรางวัลดารานำชายดีเด่น
จากงานเทศกาลภาพยนตร์แห่งเอเซียและแปซิฟิกครั้งที่ 2


2.สะพานรักสารสิน (พ.ศ. 2530)
กำกับโดย เปี๊ยก โปสเตอร์
นำแสดงโดย รอน บรรจงสร้าง, จินตหรา สุขพัฒน์, สะอาด เปี่ยมพงษ์สานต์, เป็ด
เชิญยิ้ม, โรม อิศรา, น้ำเงิน บุญหนัก, สุลาลีวัลย์ สุวรรณทัต
สร้างจากเรื่องจริงที่ไม่อิงนิยาย เกิดขึ้นจริงในจังหวัดภูเก็ตในช่วงปี พ.ศ.
2516 โศกนาฏกรรมรักของหนุ่มสาว นายหัวรถสองแถวและครูสาวผู้สูงศักดิ์
ที่ผู้เป็นพ่อพยายามขัดขวางทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้คบกันและจะคลุมถุงชนลูกสาวให้
แต่งงานกับชายหนุ่มที่มีฐานะดี ในที่สุดเมื่อความรักถึงทางตัน
ทั้งคู่จึงตัดสินปัญหาด้วยการใช้ผ้าขาวม้าผูกต่อกันมัดตัวเองกระโดดจากกลางสะพ
านลงสู่พื้นน้ำไปตามใจปรารถนา

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นและถูกหยิบยกขึ้นมาสร้างเป็นภาพยนตร์เป็
นตำนานความรักที่ถูกนำมาเป็นบทเรียนของชีวิต
โดยผู้สร้างนำพาภาพยนตร์ให้ทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจหรืออุทาหรณ์สอนให้สั
งคมได้เรียนรู้และเข้าใจปัญหาชีวิตที่นำไปสู่ความผิดพลาดนอกจากนั้นยังมีการสอดแทรกเรื่องราวของวิถีชีวิตของชาวเลทั้งการประกอบอาชีพและวัฒนธรรมการแสดงรองเง็งโดยคนพื้นถิ่นซึ่งเป็นบันทึกทางมานุษยวิทยาที่หา ดูได้ยากอีกด้วย
ภาพยนตร์ได้รับรางวัลสุพรรณหงส์ทองคำ
(ผู้แสดงประกอบฝ่ายชายยอดเยี่ยม, ผู้กำกับการแสดงยอดเยี่ยม,
กำกับภาพยอดเยี่ยม) และรางวัลตุ๊กตาทอง (ตลกชายยอดเยี่ยม)
ล่าสุดภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับคัดเลือกเป็นมรดกภาพยนตร์ของชาติ ในปี พ.ศ.
2559 ร่วมกับภาพยนตร์ไทยอีก 24 เรื่อง


3.14 ตุลา สงครามประชาชน (พ.ศ. 2544)
กำกับโดย บัณฑิต ฤทธิ์ถกล

นำแสดงโดย ภาณุ สุวรรณโณ, พิมพรรณ จันทะ, เกริกเกียรติ พันธุ์พิพัฒน์,
ภคชนก์ โวอ่อนศรี
เรื่องราวของนักคิดนักเขียน นักวิชาการคนสำคัญในสังคมไทย
อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ชีวประวัติของท่านถูกถ่ายทอดลงใน “14 ตุลา
สงครามประชาชน” หนังตั้งต้นจากเหตุการณ์ 14 ตุลา ในปี พ.ศ. 2516
หรือวันมหาวิปโยค
เมื่อครั้งอาจารย์เสกสรรค์อยู่ในฐานะผู้นำขบวนการนิสิตนักศึกษาเรียกร้องประชา
ธิปไตยหลบลี้หนีภัยการเมืองเข้าป่าพร้อมภรรยารวมกลุ่มกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่ง
ประเทศไทยจนกระทั่งออกจากป่า หนังเล่าถึงการต่อสู้เอาตัวรอดในป่า
ทั้งเพื่อปากท้องและอุดมการณ์ โดยผู้รับบทเป็นเสกสรรค์คือ ภาณุ สุวรรณโณ
ในสมัยยังเป็นหนุ่มวิศวะฯ และไม่เคยผ่านงานแสดงเรื่องใดมาก่อน
ภาพยนตร์เขียนบทร่างโดยเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2542
เริ่มต้นถ่ายทำเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2543 เมื่อเริ่มเขียนบท
เสกสรรค์ตั้งชื่อเรื่องนี้ว่า สหายไท ซึ่งเป็นชื่อจัดตั้งของตัวเขาเมื่ออยู่ในป่า
ต่อมาบัณฑิต ฤทธิ์ถกล ได้ตั้งชื่อว่า คนล่าจันทร์ (ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า “The
Moonhunter”)
ตามฉากหนึ่งในเรื่องโดยสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างอุดมคติ
หรือจุดมุ่งหมาย ที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
ภาพยนตร์ได้รับรางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม,
ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, กำกับภาพยอดเยี่ยม,
บันทึกเสียงยอดเยี่ยม) รางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม,
ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ลำดับภาพยอดเยี่ยม)
และได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทย
ส่งเข้าชิงรางวัลภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม
ในการประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 74 แต่ไม่ผ่านการคัดเลือกเข้ารอบสุดท้าย


4.ฝนตกที่ห้วยขาแข้ง (พ.ศ. 2558)
กำกับโดย ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ
นำแสดงโดย นพชัย ชัยนาม, อะตอม สัมพันธภาพ, พงศ์ภัทร์ พงษ์ประไพ, โยธิน
มาพบพันธ์, คุณากร เกิดพันธุ์, วิทยา ปานศรีงาม, ภารดี อยู่โสภา
ภาพยนตร์ 1 ใน 4 ภาพยนตร์โครงการ “คีตราชนิพนธ์
บทเพลงในดวงใจราษฎร์” ของผู้กำกับ โอ๋-ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ สร้างจากเรื่องจริงของ
สืบ นาคะเสถียร หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์ป่าห้วยขาแข้ง นักสู้ผู้อุทิศชีวิตเพื่อผืนป่า

เมืองไทย ในช่วงสี่ปีสุดท้ายที่เขามุ่งมั่นและต่อสู้เพื่อยุติการตัดไม้ทำลายป่า
และล่าสัตว์ป่าอย่างไม่เกรงกลัว ต่อกฎหมาย สืบยืนหยัดต่อกรกับอิทธิพลมืด
นักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตด้วยมือเปล่า
และหัวใจที่จะไม่ยอมให้ผืนป่าของเมืองไทยต้องหมดสิ้นไปเพราะความโลภและเห็
นแก่ตัว
หนังอัตชีวประวัติ ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม
ล้วนมีความน่าสนใจอยู่ในตัวระดับหนึ่ง จะเห็นว่าสำหรับหนังไทยนั้น
หนังอัตชีวประวัติมีจำนวนน้อยหรือเกิน ทั้งๆ
ที่บ้านเรามีบุคคลสำคัญมากมายที่น่าจะนำเรื่องราวของท่านเหล่านั้นมาเล่าสู่คนรุ่น
หลังให้ได้ศึกษากันต่อไป มีคนไทยมากมายรอดูหนังอัตชีวประวัติ พอๆ
กับมีบุคคลอีกจำนวนมาก
ที่เรื่องราวของเขาและเธอสมควรได้รับการถ่ายทอดลงบนภาพยนตร์ในฐานะหนัง
ชีวประวัติครับ


5.เพชฌฆาต (พ.ศ. 2557)
กำกับโดย ทอม วอลเลอร์
นำแสดงโดย วิทยา ปานศรีงาม, เพ็ญพักตร์ ศิริกุล, เดวิด อัศวนนท์, นิรุตติ์
ศิริจรรยา
สร้างมาจากเรื่องจริงของคุณ เชาวเรศน์ จารุบุณย์
เพชรฆาตคนสุดท้ายที่ประหารคนด้วยการยิงเป้า หนังเล่าถึงเรื่องราวชีวิต
และความจริงหลังแดนประหารว่าการมีอาชีพเป็นเพชรฆาตต้องพบเจอกับอะไรบ้า
งในเรือนจำกลางบางขวาง
เรื่องราวของมือประหารคนสุดท้ายของประเทศไทยที่ปลิดชีวิตนักโทษด้วยวิธีการ
ยิงเป้า จากนักดนตรีหนุ่มผู้หลงใหลใน เพลงร็อคแอนด์โรล
เขาได้เลือกเส้นทางชีวิตเพื่อความมั่นคงขอ­งครอบครัวที่เขารัก
อาชีพที่เกิดจากความบังเอิญ
เบื้องลึกความจริงที่น่ากลัวของการประหารชีวิตนักโทษคนแล้วคนเล่า
ความรักและครอบครัวที่สวยงาม กรรมดีที่เคยก่อกรรมชั่วที่มองไม่เห็น
มันคือวัฎจักรแห่งกรรมที่ไม่มีผู้ใดจะรู้ไ­ด้ดีเท่าผู้ที่เหนี่ยวไกปืนเพื่อจบชีวิตนั­กโทษ
ในแดนประหารเท่านั้น นี่คือตำนานเรื่องราวชีวิตของ “เชาวเรศน์”
เพชฌฆาตคนสุดท้าย ณ แดนประหาร เรือนจำกลางบางขวาง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *