ย้อนรอยหนังทำเงินปี 1960 : สปาร์ตาคัส

ภาพยนต์

ย้อนรอยหนังทำเงินประจำปี 1960

เรื่องที่พลาดไม่ได้ในยุคนั้น เห็นจะหนีไม่พ้น Spartacus หรือ
สปาร์ตาคัส ที่ได้ เคิร์ก ดัสลาส พ่อของ ไมเคิล ดักลาส
มารับแสดงนำ ภายใต้ฝีมือการกำกับของ สแตนลี่ย์ คูบริค
เรื่องราวในภาพยนตร์ “สปาร์ตาคัส”
เริ่มต้นในยุคโรมันเฟื่องฟู ช่วง 200 ปีก่อนคริสตกาล
ซึ่งเป็นยุคที่พวกทาสต้องทำงานหนัก อดอยาก ทรมาน
และถูกขายต่อไปให้กับใครก็ได้หากราคาเป็นที่พึงพอใจ
โดยพวกทาสผู้ชาย จะถูกขายถูกซื้อไปใช้แรงงาน
ขณะที่พวกทาสผู้หญิง จะทำงานทุกอย่างที่ได้รับคำสั่ง
และเมื่อมีลูก ลูกก็จะเป็นทาส
และถูกขายออกไปเป็นทาสตลอดชั่วลูกชั่วหลาน
สืบเช่นนี้ไม่มีหมดสิ้น
สปาร์ตาคัส คือหนึ่งในทาสเหล่านั้น
และถูกขายต่อไปเป็นแรงงานในเหมืองแห่งหนึ่ง
ตามด้วยการขายต่ออีกทอดให้พ่อค้าทาสที่ชื่อ บาเทียตัส
หลังจากให้ความช่วยเหลือเพื่อนทาสจนถูกลงโทษได้การมัดตากแ
ดดจนกว่าจะตายไปเอง
หลังจากนั้น สปาร์ตาคัส ถูก บาเทียตัส นำตัวไปยัง คาปัว
เพื่อเรียนรู้การต่อสู้สำหรับประลองเพื่อความสนุกสนานของคนดู
ซึ่งเหล่านักสู้จะได้รับการดูแลอย่างดี ทั้งปัจจัย 4
ตลอดจนหญิงสาวมาบำเรอ
ซึ่งในรายของ สปาร์ตาคัส ทาง บาเทียตัส
ได้ส่งนางทาสเวริเนียให้
หวังแอบลอบดูกิจกามของทั้งคู่ผ่านเพดานห้องพัก ก่อน
สปาร์ตาคัส จะหลงรัก เวริเนีย จากใจจริง
ทำให้โดนกลั่นแกล้งจากหัวหน้านักสู้ผู้ไม่ลงรอยกับเขาตลอดเวลา
กระทั่งวันหนึ่ง แครสซัส ขุนนางโรมัน เดินทางมาเยือนคาปัว
พร้อมหลงไหลในความงามของ เวริเนีย
พร้อมยื่นข้อเสนอแกมบังคับเพื่อนำตัวไปอยู่ด้วย

การก่อกบฏของพวกทาสก็เริ่มต้นขึ้น โดยมี สปาร์ตาคัส
เป็นแกนนำ
แล้ว สปาร์ตาคัส ก็ได้พบกับ เวริเนีย ระหว่างทางไปกรุงโรม
เนื่องจากเธอแอบหนีจากเกวียนที่นำเธอไป
จากนั้นก็เป็นเรื่องราวของกองทัพที่ลุกขึ้นมาต่อกรกับกองทหารแห่
งกรุงโรม
พร้อมอาศัยการดำรงชีพด้วยการออกปล้นคนรวยช่วยเหลือคนจน
อย่างไรก็ตาม
บทสรุปสุดท้ายกลับเป็นเรื่องราวสุดสะเทือนใจที่เราไม่อาจกลั้
นน้ำตาเอาไว้ได้ เมื่อ สปาร์ตาคัส ที่ลุกขึ้นต่อสู้มาตลอด
สามารถปลดปล่อยเลือดทาสของภรรยา เวริเนีย และลูกน้อยได้
แม้ตัวเองจะเผชิญกับหนทางไปสู่นรกก็ตาม
ทั้งหมดทั้งมวลคือเนื้อหาโดยย่อของเรื่องราวในภาพยนตร์
สปาร์ตาคัส
ที่สะท้อนประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของกรุงโรม
รวมถึงการใช้ชีวิตของเหล่าทาสที่เต็มไปด้วยการกดขี่ข่มเหงทั้งทา
งร่างกายและจิตใจ
ซึ่งหากใครต้องการเก็บเกี่ยวประสบการณ์และต้องการศึกษาประวั
ติศาสตร์กรุงโรมยุคเก่าไปในตัว สปาร์ตาคัส
คือภาพยนตร์ชั้นครูที่ไม่ควรพลาด ด้วยทุนก่อสร้างเพียง 10
ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่กลับทำเงินทั่วโลกเกือบ 100
ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ…

ย้อนรอยหนังทำเงินประจำปี 1960

ภาพยนต์

ย้อนรอยหนังทำเงินปี 1960 : ไซโค

ย้อนรอยหนังทำเงินประจำปี 1960
อีกหนึ่งเรื่องที่พลาดไม่ได้ในยุคนั้น คือ Psycho หรือชื่อภาษาไทย
ไซโค ภาพยนตร์ที่สร้างมาจากนวนิยายขายดีของ โรเบิร์ต บล็อช
ที่ถูกขยายความระทึกผ่านแผ่นฟิล์มภายใต้ฝีมือกำกับของ
อัลเฟร็ด ฮิต์ช์อค
ไซโค เป็นภาพยนตร์แนวสืบสวนสอบสวนระทึกขวัญ
ที่ใช้ทุนสร้างแค่ 8 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ทำเงินไปกว่า 50
ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
โดยจุดเด่นคือเป็นหนังที่มีภาพขาวดำตลอดทั้งเรื่องความยาว 109
นาที
โดยเรื่องราวเริ่มต้นจากเลขานุการสาวอย่าง แมเรี่ยน เครน
(รับบทโดย เจเน็ต ลีห์)
แอบขโมยเงินจำนวนหนึ่งของบริษัทและหนีไป
เพื่อหวังพบกับชู้รักของเธอ แซม (รับบทโดย จอห์น เกวิน)
ที่กำลังมีปัญหาเรื่องเงินจากการหย่าร้างกับภรรยา
แต่ระหว่างการเดินทางเกิดฝนตกหนัก
เธอจึงหลงเข้าไปในโรงแรม Bates Motel และได้พบกับ นอร์แมน
ชายหนุ่มเจ้าของโรงแรม (รับบทโดย แอนโธนี่ เพอร์กิ้นส์)
ที่มีแม่สติไม่ดีต้องคอยเลี้ยงดู
ทว่าในคืนนั้นกลับเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น
อีกด้านหนึ่ง ไลล่า เครน (รับบทโดย เวร่า ไมล์ส)
เมื่อรู้ว่าพี่สาวของเธอหายตัวไปอย่างลึกลับ
ก็ได้ออกตามหาพร้อมกับ แซม
แถมยังได้นักสืบเอกชนฝีมือดีจากบริษัทที่จ้างมา เพื่อตามเงินที่
แมเรี่ยน ขโมยไป จนในที่สุดก็ได้รู้เบาะแสและเงื่อนงำบางอย่าง
ที่นำไปสู่ความจริงของคดีชวนสยองเมื่อ 10 ปีก่อน ที่ Bates
Motel
ที่เหลือไปหามาชมเอง รับรองมันระทึกใจแน่นอน
เพราะหนังโดดเด่นเรื่องการกำกับจังหวะอารมณ์คนดูให้หลง
ใหลไปกับมนต์เสน่ห์ที่หนังสร้างขึ้นทีละเล็กทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว
โดยใช้ประโยชน์จากมุมกล้องและตัวละครรอบข้าง

ดังนั้น ไซโค
จึงเป็นภาพยนตร์ที่เลือกใช้เทคนิคทางจิตวิทยาเพื่อเล่าเรื่องไ
ด้เปี่ยมไปด้วยชั้นเชิง
แถมยังสามารถสื่อสารออกมาให้เข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน
และไม่ลดทอนความสนุกที่มีต่อหนังไปเลยแม้แต่น้อย
นอกจากนี้ ไซโค
ยังเลือกใช้เสียงประกอบที่ช่วยยกให้บทภาพยนตร์โดดเด่นม
ากขึ้นไปอีก แถมเป็นเสียงประกอบเดิมๆ ที่ถูกนำมาใช้ตลอดเวลา
กระทั่งมันติดหูคนดู และเริ่มตั้งข้อสังเกตกับเหตุการณ์ในขณะนั้น
แต่ไม่ได้บั่นทอนความระทึกให้ลดน้อยไปเลย
ขณะที่ผู้กำกับอย่าง อัลเฟร็ด ฮิตช์ค็อค
ถือเป็นราชาหนังเขย่าขวัญของวงการฮอลลีวู้ด และ ไซโค
คือภาพยนตร์เรื่องแรกที่ผู้คนทั่วโลกเพิ่งจะรู้ซึ้งถึงฝีมือของเขา
หลังก่อนหน้านี้ฝากผลงาน Rebecca (1940), Rear Window
(1954), Vertigo (1958) และ North by Northwest (1959)
…ใครไม่ยากพลาดผลงานชั้นครู รีบหามาชมด่วน
เดี๋ยวจะหาว่าเราไม่เตือน เพราะเวอร์ชั่นนี้เขาบอกของจริง
แม้จะมีการรีเมคทำใหม่หลายครั้ง
แต่ก็ยังไม่มีใครเลียนแบบฝีมือกำกับของ อัลเฟร็ด ฮิตช์ค็อค
ที่จากโลกนี้ไปตั้งแต่ปี 1980…

10หนังภาคต่อ ที่ทำออกมาน่าสนใจ

ภาพยนต์

10หนังภาคต่อ ที่ทำออกมาน่าสนใจกว่าภาคแรก

“Toy Story 2” (1999)
ถึงภาคแรกจะมีทั้งความน่ารักและเป็นเรื่องแอนิเมชั่นสุดน่ารักขนาดไหน
แต่ภาคต่อของมันกลับตีแผ่เรื่องราวเกี่ยวกับความดีงามและมิตรภาพมากกว่า

“Harry Potter and the Prisoner of Azkaban” (2004)
เป็นที่ถกเถียงกันมาอย่างยาวนานว่าในเวอร์ชั่นของหนังสือ ภาคนี้เป็นภาคที่ดีที่สุด
และเวอร์ชั่นของภาพยนตร์ก็เช่นกัน Alfonso Cuarón
คือผู้กำกับที่ร้อยเรียงความเหนือจินตนาการของเรื่องนี้ออกมาได้ดีมากๆ

“Mad Max 2: The Road Warrior ” (1981)
ถึงแม้ภาคแรกจะได้รับคำชมเป็นอย่างมากว่าสะท้อนให้เห็นถึงโลกหลังการล่มสลาย ได้อย่างยอดเยี่ยม
แต่ภาคต่อ The Road Warrior นี้อัพเกรดตัวละครหลักให้โหดดิบเถื่อนมากขึ้นในโลกอันโหดร้าย
ทำให้เขาไม่ได้เป็นแค่ชายเร่ร่อนกระจอกๆ อีกต่อไปแล้ว
“Bill & Ted’s Bogus Journey” (1991)
สำหรับภาคต่อของหนังเรื่องนี้ต้องบอกว่า Keanu Reeves แสดงออกมาได้สมบทบาทมาก ทั้งโง่ ทั้งตลก
โดยเฉพาะฉากที่เล่นบาสโดยใช้หัว
“22 Jump Street” (2014)
ภาคต่อของ 21 Jump Street เป็นเรื่องที่ค่อนข้างท้าทายเป็นอย่างมากเพราะว่าภาคแรกทำออกมาได้ไม่ค่อยดี
เท่าไหร่ แต่ภาคนี้ฉีกความคาดหวังว่ามันจะห่วยซะกระจุย ต้องขอบคุณสองผู้กำกับอย่าง Phil Lord และ Chris
Miller
“Army of Darkness” (1992)
ซีรีย์ของ Evil Dead นั้นทำออกมาดีอยู่แล้ว แต่ภาค Army of Darkness นั้นป่าเถื่อนสุดจินตนาการ
แถมยังสนุกสุดๆ อีกด้วยล่ะ โดยเฉพาะฉากสต็อปโมชั่นของกองทัพโครงกระดูกนี่คือตำนานเลยทีเดียว

“The Bride of Frankenstein” (1931)
Frankenstein ภาคแรกก็ออกมาดีและเป็นเอกลักษณ์อยู่แล้ว ภาคต่อก็คงไม่จำเป็นสำหรับหนังเรื่องนี้ แต่ The
Bride of Frankenstein กลับทำออกมาได้ฉีกแนวมาก เป็นหนังสยองขวัญที่จะไม่ทำให้คุณกลัว
และไม่เคยมีหนังสยองขวัญใดๆ ที่ทำออกมาได้เหมือนกับเรื่องนี้…
“The Dark Knight” (2008)

ต้องบอกว่าภาคนี้เฉิดฉายเพราะ Joker ที่รับบทโดย Heath Ledger จริงๆ ทั้งน่ากลัว เฉียบคม ตลก
และคาดเดาไม่ได้ บทของเรื่องนี้ก็ถือว่าปกติ แต่เพราะนักแสดงนี่แหละ ที่ทำให้เรื่องนี้มันสุดยอด
“Batman Returns” (1992)
เราสามารถเห็นจินตนาการอย่างสุดขั้วของ Tim Burton ได้ในภาคนี้ มุมมองเกี่ยวกับเมือง Gotham ของเขา
แถม Michelle Pfeiffer ที่รับบทเป็น Catwoman ก็แสดงออกมาได้ดีสุดๆ อีกด้วย

“The Hunger Games: Catching Fire” (2013)
หลายๆ คนพูดว่า Catching Fire นั้นเยิ่นเย้อและกินเวลานานจนเกินไป
แต่ภายในภาคนี้กลับแสดงให้เห็นด้านมืดเกี่ยวกับสื่อและโลกอนาคตได้เป็นอย่าง ดี ดีกว่าหนังวัยรุ่นทั่วๆ ไปซะอีก…