ย้อนรอยหนังทำเงินปี 1967 : The Graduate

ย้อนรอยหนังทำเงินประจำปี 1967
อีกหนึ่งเรื่องที่พลาดไม่ได้ในยุคนั้น เห็นจะหนีไม่พ้น TheGraduate หรือ พิษรักแรงสวาท
ภาพยนตร์ตลกที่สร้างจากนวนิยายขายดีของ ชาร์ลส เว็บบ์ภายใต้ฝีมือการกำกับของ ไมค์ นิโคลส์
ภาพยนตร์ The Graduate หรือ พิษรักแรงสวาท กล่าวถึงเบนจามิน แบร็ดด็อก เด็กหนุ่มที่เพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัย
ไม่มีความทะเยอทะยาน และยังไม่มีเป้าหมายในชีวิตแถมปฏิเสธคำขอของบิดาที่จะให้เรียนต่อด้วย
กระทั่ง เบนจามิน ไปมีความสัมพันธ์ชู้สาวกับคุณนายโรบินสัน สาวใหญ่ที่พบในงานเลี้ยง
ก่อนจะถูกบิดาบังคับให้ออกไปเดตกับ อีเลนลูกสาวของคุณโรบินสัน เพื่อนทนายของพ่อ
และเกิดความรักต่อกัน เรื่องราวชุลมุนวุ่นวายจึงเกิดขึ้นโดยนอก ดัสติน ฮอฟแมน ตัวเอกที่สวมบท เบนจามินแบร็ดด็อก
จะได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักแสดงยอดเยี่ยมรางวัลออสการ์และรางวัลลูกโลกทองคำแล้ว เพลงประกอบของภาพยนตร์เรื่องนี้
คือเพลง Mrs. Robinson ก็ได้รับความนิยมอย่างสูง
นั่นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ The Graduateหรือพิษรักแรงสวาท จะเป็นภาพยนตร์ที่ทำเงินทั่วโลกไปกว่า 85
ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากทุนสร้างเพียง 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเท่านั้น เรียกว่าฟันกำไรกันบานเบอะ
ทั้งที่น้อยครั้งหนังตลกจะได้รับความนิยมล้นหลามความน่าสนใจของ The Graduate หรือ พิษรักแรงสวาท
คือสร้างมาจากนิยายยอดเยี่ยมของ ชาร์ลส เว็บบ์และเป็นผลงานหนึ่งในร้อยเรื่องของภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด
สหรัฐอเมริกา ที่น่าจดจำ เหมือนกับ The God Father หรือ TheWizard of Oz
ซึ่งพล๊อตหนังพูดถึงสภาวะอึดอัดหรือพูดไม่ออกของเด็กหนุ่มที่อยู่กับการเชื่อฟังและอยู่ในโอวาทตลอดมา ภาพยนตร์ The Graduate
หรือ พิษรักแรงสวาท พาเราไปสัมผัสประสบการณ์ซื่อบื้อของ
เบนจามิน แบร็ดด็อก ที่ไม่อาจตัดสินใจด้วยตนเองได้สุดท้ายชีวิคของ เบนจามิน แบร็ดด็อก
ก็เข้ามาติดวังวนในบ่วงพิศวาส แถมไม่ง่ายเหมือนชีวิตจริงเพราะหนังผูกปมให้ความรักออกพิษ
เมื่อเขาต้องการสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ โดยหนังค่อยๆ
เผยอาการโดนพิษไปบรรจบกับความพยายามหายาแก้ของตัวเอง
ทว่าหนทางรักษาที่ เบนจามิน แบร็ดด็อก คิดว่ามันเข้าท่ากลับไม่ลงล็อก
แถมพิษรักจากดอกไม้ทั้งสองยังพุ่งจู่โจมจนกลืนไม่เข้าคายไม่ออกแล้วฉากจบจะเป็นเช่นไร
งานนี้ขอให้ผู้อ่านไปหามารับชมกันเองกับ The Graduate หรือพิษรักแรงสวาท
ภาพยนตร์เบาสมองที่ติดทำเนียบหนึ่งในร้อยภาพยนตร์ที่น่าจดจำของฮอลลีวู้ด รับรองว่า 105 นาที
ที่คุณเสียไปตลอดการรับชมผ่านหน้าจอจะไม่สูญเปล่าแล้วคุณจะได้รู้ว่าภาพยนตร์เบาสมองเรื่องแรกที่สร้างแรงกระเพื่อมมาถึงปัจจุบันนั้น เด็ดดวงแค่ไหน!…

4 หนังสยองขวัญในตำนาน!

ปัจจุบัน ในวงการภาพยนตร์ในระดับนานาชาติ หนึ่งในหนังที่ได้รับความนิยมและถูกทำขึ้นมากที่สุด คงหนีไม่พ้น
ภาพยนตร์แนวสยองขวัญ ที่เต็มไปด้วยการลุ้นระทึก , อารมณ์ และ จุดพีคของเนื้อเรื่อง
ท่ามกลางภาพยนตร์ที่อุบัติขึ้นมากมาย นี่คือ 5 หนังสยองขวัญในตำนาน!
เริ่มจากเรื่อง Raw เป็นภาพยนตร์สัญชาติฝรั่งเศส ภายใต้ผู้กำกับฝีมือพะระกาฬอย่าง Julia Ducournau
เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ จัสติน สาวน้อยมังสวิรัติขี้อาย ที่ถูกรุ่นพี่เล่นพิเหลนด้วยการให้รับน้อง
ด้วยการบังคับให้กินตับกระต่ายแบบสดๆ หลังจากนั้นเป็นต้นมาเธอเริ่มเสพติดกินเนื้อสัตว์
และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นไปสู่การ “กินเนื้อคน” ของเธอ เรียกได้ว่าสยองจนต้องร้องยี๋
ต่อมาเป็น The Belko Experiment เป็นภาพยนตร์คุณภาพอีกหนึ่งเรื่องของโลก ภายใต้บัญชาของผู้กำกับคนดังอย่าง
Greg Mclean ที่อำนวยการสร้าง และ เขียนบททั้งหมดโดย James Gunn จาก Guardian of the Galaxy ซึ่งทั้ง 2 ภาค
ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง ตั้งแต่ระดับช่างและแม่บ้านจนถึงระดับผู้บริหารชั้นสูง
ถูกขังอยู่ในตึกที่มีแผ่นเหล็กปิดทุกทางออก แถมมีกองกำลังทหารมาคอยยิงใครก็ตามที่จะออกไปจากตึก
ทุกคนได้รับคำสั่งให้ร่วมเล่นเกมที่เป็นการทดลอง โดยสั่งให้ฆ่าเพื่อนพนักงานคนอื่นๆในตึก
หากไม่ฆ่าก็จะถูกฆ่าแทนแบบอุกอาจ
ต่อมาเป็น Wish Upon จากผู้กำกับ John R. Leonetti ชาวสหรัฐอเมริกา เป็นเรื่องราวของ แคลร์
ที่ได้กล่องเพลงปริศนากล่องหนึ่ง ซึ่งเป็นของขวัญจากพ่อตัวเอง โดยความพีคของมันคือ
สามารถทำให้ทุกความปราถนาของเธอสัมฤทธิ์ผลด้วยพร 7 ประการ แต่เมื่อเธอเริ่มใช้มันเพื่อความสุขส่วนตัว
เรื่องร้ายๆ ก็เริ่มเกิดขึ้นกับคนรอบตัวเธออย่างชวนสะพรึง กระทั่งในที่สุด เธอก็รู้จนได้ว่า กล่องปริศนานี้นั้น
มีเบื้องหลังความสยองซ่อนอยู่
ปิดท้ายกันที่ Meters Down จากผู้กำกับ Johannes Roberts ว่ากันว่า หนังเรื่องนี้
เป็นเรื่องราวของสองสาวพี่น้องที่ไปเที่ยวพักผ่อนด้วยกันที่ชายหาดเม็กซิโก
และได้ดำน้ำชมฉลามขาวใต้ทะเลโดยอยู่ในกรงป้องกัน แต่สลิงเกิดขาดและทำให้กรงตกลงไปถึง 47 เมตร
พวกเขามีเวลาหนึ่งชั่วโมงว่ายกลับขึ้นมาที่เรือก่อนที่ออกซิเจนจะหมด แต่มันก็ไม่ได้ง่ายเลยสักนิด
เมื่อระหว่างนั้นฝูงฉลามยักษ์ ขนาดยักษ์มหึมา ก็ว่ายวนเวียนอยู่บริเวณนั้น เพื่อรองับพวกเธอ…

ติดเกาะก็ไม่กลัว : 3 ภาพยนตร์สอนเอาชีวิตรอดเมื่อเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

โลกในปัจจุบันเกิดภัยพิบัติขึ้นมากมายทำให้ต้องสูญเสียชีวิตรวมไปถึงถิ่นที่อยู่อาศัยหรือเกิดจากเหตุการ
ณ์ที่หลายคนอาจจะคาดไม่ถึงอย่างเช่นหลงป่าหรือการติดเกาะ
ซึ่งหนังแนวนี้นอกจากจะมีเรื่องราวน่าวนใจ
และให้ได้ลุ้นกันตลอดเวลายังเป็นประโยชน์สำหรับการนำไปใช้ในชีวิตจริงอีกด้วย
เพราะมันสามารถสอนถึงการดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อมที่เราคาดไม่ถึง และนี่คือภาพยนตร์ทั้ง 3
เรื่องที่ดูแล้วจะทำให้คุณรอดชีวิตได้แน่นอนแม้จะถูกปล่อยเกาะหรือหลงป่าก็ตาม
Cast Away
โครตหนังเอาตัวรอดตลอดกาลอันดับหนึ่งของโลกหากจะยกประโยคนี้มาเป็นตัวบ่งบอกความเป็น Cast
Away ก็คงว่าได้ เพราะนี่คือหนังที่เอาชีวิตรอดดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยทีเดียว โดยตัวเอกรับบทโดย ทอม
แฮงค์ ที่ต้องโชคร้ายหลังเขาเดินทางด้วยเครื่องยินส่วนตัวเพื่อไปคุยธุรกิจในต่างแดน
แต่กลับถูกพายุโจมตีเข้าใส่จนเครื่องไปตกอยู่ที่เกาะแห่งหนึ่งก่อนที่จะพบว่าเหลือเพียงเขาคนเดียวที่รอด
ชีวิต และเกาะแห่งนั้นเป็นเกาะร้าง
ซึ่งไม่มีแม้กระทั่งอุปกรณ์ที่จะช่วยให้เขาสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้จึงทำให้พระเอกต้องหาของตามธรรมช
าติมาประยุกต์ใช้เพื่อให้มีชีวิตรอดต่อไปให้ได้
โดยในหนังจะสอนวิธีต่างๆไล่ตั้งแต่พื้นฐานการจุดไฟโดยไร้ไฟแช็คกันเลยทีเดียว
I Am Legend
หนุ่งในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่เดินเรื่องด้วยชายเพียงคนเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ในเมืองมนุษย์เพื่อไขปัญ
หาทางรักษาโรคประหลาดที่ทำให้คนกลายเป็นสัตว์ประหลาดกระหายเลือด
โดยมีเจ้าหมาสี่ขาคู่ใจเป็นเพื่อนคู่ชีวิตของเขา ซึ่งเรื่องนี้พระเอกรับบทโดย วิล สมิธต์
ที่ต้องคอยต่อสู้กับเชื้อไวรัสที่คร่าชีวิตผู้คนไปมากมายรวมถึงต้องคอยต่อสู้กับเหล่าผู้คนที่โดนไวรัสจนกล
ายร่างเป็นดาร์กซีเกอร์ ที่มีความดุร้าย และหิวโหยอยู่ตลอดเวลา
โดยจะออกล่าเหยื่อยามค่ำคืนทำให้เขาต้องคอยหาสิ่งของที่จะช่วยในการดำรงชีวิตอยู่ในเมืองร้างให้ได้
และเพื่อให้ปลอดภัยจากคมเขี้ยวของเหล่าดาร์กซีเกอร์ที่มีอยู่เต็มเมือง
127 Hours
อาจจะเป็นหนังที่ดูดอึดอัดเพราะเป็นการเอาชีวิตรอดที่ถ่ายทอดชีวิตคนเพียงคนเดียว
แต่เป็นหนังที่บอกอะไร และสร้างประโยชน์ให้กับคนดูได้เยอะเลยทีเดียว โดย 127 Hours
เป็นเรื่องราวที่อิงมาจากเรื่องจริงของชายคนหนึ่งผู้ชื่นชอบการเดินทางไปผจญภัยมรสถานที่อันตรายต่า
งๆ
แต่ก็ต้องโชคร้ายเมื่อเขาพยายามจะปีนเขาแต่เกิดพลาดท่าตกลงมาพร้อมกับแขนที่ถูกหินหนีบทับเอาไว้
ทำมห้ไม่สามารถหนีไปไหนได้จนต้องอดอาหารหิวโหย
และต้องคิดหาทางเอาตัวรอดตลอดเวลาโดยทุกๆวินาทีของหนังจะทำให้คนดูต้องคอยลุ้นตลอดว่าเขาจะส
ามารถเอาตัวรอดจากเหตุการณ์ร้ายครั้นี้ไปได้หรือไม่…

เอาใจแฟนการ์ตูนดังซิบาสะส่องที่พัก TOKYO BAY YOKYU

เอาใจแฟนการ์ตูนดังซิบาสะส่องที่พัก TOKYO BAY YOKYU
ใครที่มีใจรักในกีฬาฟุตบอลคงมีน้อยคนที่จะไม่รู้จักกัปตันซึบาสะ
การ์ตูนฟุตบอลที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับนักฟุตบอลชั้นนำ
ซึ่งเป็นเรื่องของโอโซระ ซึบาสะ เขียนขึ้นโดยอาจารย์โยอิจิ ทากาฮาชิ
และด้วยความนิยมที่มีมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งโรงแรม Tokyo Bay Tokyu
ก็ได้นำกัปตันซึบาสะ ดัดแปลงเป็นห้องพัก โดยจะเปิดให้จองเพียงวันละ 1ห้องเท่านั้น
ในห้องพักตกแต่งด้วยภาพวาดที่สื่อถึงฉากสำคัญ 2 ฉากด้วยกันคือ
เมื่อตอนประถมสังกัดอยู่ในทีมนันคัตสึ เอสซี
และตอนที่ซึบาสะเป็นกัปตันทีมชาติญี่ปุ่น พร้อมกันนี้
ยังมีเสื้อกั๊กของทีมที่กัปตันซึบาสะสังกัดอยู่วางไว้ให้ใส่ในห้องพักด้วย
นอกจากนี้บริเวณชั้น 2 ของโรงแรม Tokyo Bay Tokyu
ได้มีการจัดนิทรรศการกัปตันซึบาสะร่วมกับ SOLum
ซึ่งทั้งห้องพักและนิทรรศการจะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคมไปจน
ถึงวันที่ 30กันยายนนี้ใครชื่นชอบการ์ตูนเรื่องกัปตันซึบาสะต้องหาโอกาสไปพักให้ได้
โดยที่สามารถจองห้องพักได้ที่นี่
และด้วยความที่โรงแรมเปิดให้จองเพียงวันละหนึ่งห้อง ถ้าไม่รีบบอกเลยว่า
ไม่งั้นพลาดแน่นอน
น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก “กัปตันซึบาสะ”
การ์ตูนญี่ปุ่นชื่อดังเกี่ยวกับเรื่องราวของชีวิตเส้นทางของนักฟุตบอลที่ชื่อโอโซระ
ซึบาสะ ตั้งแต่เด็กจนเป็นนักฟุตบอลอาชีพ
การ์ตูนที่สร้างแรงบันดาลใจในการเป็นนักกีฬาฟุตบอล
เขียนขึ้นโดยอาจารย์โยอิจิ ทากาฮาชิ ลงในนิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ Shonen
Jump ครั้งแรกในปี 1981 จนถึงปัจจุบัน
กัปตันซึบาสะก็ยังคงได้รับความนิยมและมีแฟนๆติดตามอยู่มากมาย
และแล้ว Tokyo Bay Tokyu ก็ได้สร้างฝันที่เป็นจริงให้กับแฟนๆที่ชื่นชอบกัปตันซึบาสะ
เปิดให้จองห้องพักที่ตกแต่งด้วยเรื่องราวในเรื่องกัปตันซึบาสะแล้ว
โดยจะเปิดให้จองเพียงวันละ 1 ห้องเท่านั้น ในวันที่ 28 กรกฎาคมไปจนถึงวันที่ 30กันยายนนี้…

20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น

20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น
ประเภท : ภาพยนตร์
แนว : ตลก
ผู้กำกับ : อาระ สุริหาร
ค่าย : CJ MAJOR
ฉาย : 24 พฤศจิกายน 2559
หยุดกับความเครียดไปซักหน่อยภาพยนตร์ไทยแนว Comedy, Romance, Drama
ครบทุกอถรรสอย่าง 20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น
ภาพยรตร์ไทยที่จะมาคลายเครียดให้กับคนใกล้เบื่อกับความแก่นำแสดงโดย ดาวิกา โฮร์เน่ สหรัถ สังคปรีชา
และ กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม ไปดูซะสนุกมาก
20 ใหม่ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น ครบทุกรสทั้ง ตลก ดราม่า รัก ถือว่าเป็นอะไรที่กลมกล่อม
ยิ่งอารมณ์ขันของเรื่องนี้ทำให้ผมขำได้แทบทุกมุข ด้วยการที่ขยี้อารมณ์ของเราให้เราตายใจ

ยังไม่เพียงแค่เนื้อเรื่องที่แสนสนุก งานภาพถือว่าทำได้ดีมากๆ ทั้ง แสง สี และ มุมกล้องต่างๆ
ที่ทำให้หนังดูน่าดูมาก ไปชมตัวอย่างเอาแล้วกัน

เรื่องย่อ
ปาน คุณย่าวัย 74 ปี หัวดื้อชอบต่อราคา ไม่ยอมคน เมื่อลูกหลานในบ้านวางแผนส่งคุณย่าไปบ้านพักคนชรา
ก่อนที่เธอจะรู้ความจริงปาน คุณย่าวัย 74 ปี ได้เดินออกจากบ้านไปด้วยความเศร้าและผิดหวัง
เธอเดินเรื่อยเปื่อยจนไปเจอร้านถ่ายภาพแห่งหนึ่งชื่อ "ฉายารำลึก"
ร้านถ่ายรูปเก่าแก่ที่เหลือเพียงร้านเดียวในสมัยก่อน ย่าปาน
ตัดสินใจเข้าไปในร้านเพื่อถ่ายรูปตั้งใจว่าจะเป็นภาพสุดท้ายของตน
แต่เมื่อออกมาจากร้านยายป่านย้อนวัยกลับไปสู่วัยสาว 20 ปี
แบบไม่รู้ตัวเธอจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยได้ทำในอดีต
รวมถึงวิ่งหาความฝันที่ยังไม่สำเร็จที่อยากเป็นนักร้องผู้มีชื่อเสียงของเธอ…

ภาพยนต์ ก็อตซิลล่าราชาแห่งสัตว์ประหลาด

ก็อตซิลล่า

ตำนานหรือนิทานของชนชาติต่าง ๆ

หมายถึงสิ่งมีชีวิตที่ผิดแปลกจากสภาพแวดล้อมโดยทั่ว ๆ ไป หรือสัตว์ที่มนุษย์ไม่เป็นที่รู้จัก สัตว์ประหลาดถูกกล่าวถึงในตำนานหรือนิทานของชนชาติต่าง ๆ มาแต่อดีตแล้ว โดยคำว่า Monster ที่หมายถึง สัตว์ประหลาด หรือ อสูรกาย ในภาษาอังกฤษนั้นมาจากภาษาละตินคำว่า Monstrum ซึ่งหมายถึง การเกิดสิ่งผิดปกติทางชีววิทยามักจะที่ถูกนำมาเป็นสัญลักษณ์ว่าสิ่งที่ถูกต้องภายในเพื่อธรรมชาติ

 

และถ้าจะพูดถึงสัตว์ประหลาดที่ได้รับความนิยม สูงสุด ก็คงจะเป็นก็อตซิลล่า สัตว์ประหลาดระดับตำนานที่มวลมนุษยชาติต้องรู้จักกันอย่างแน่นอน ก็อดซิลล่าที่ได้สมยานามว่าเป็น “ราชาแห่งสัตว์ประหลาดทั้งปวง” ซึ่งชื่อก็อตซิลล่าของมันมาจาก คิงคอง ผสมกับ ปลาวาฬ  รูปร่างของมันคล้ายๆ กับไดโนเสาร์ขนาดมหึมา มีแผงหนามแหลมคมอยู่ที่กลางหลัง และมีความสามารถในการ “พ่นไฟ” ที่เรียกว่า Atomic Beam ที่เป็นท่าไม้ตายสำคัญที่สุดของมัน ถูกวางตัวให้เป็นสัตว์ประหลาดผู้พิทักษ์ที่คอยรักษาสมดุลของธรรมชาติ แน่นอนว่า หมายถึงมันต้องคอยปกป้องโลกจากบรรดาสัตว์ประหลาดต่าง ๆ ที่ทำลายสมดุลของโลก

 

และแน่นอนในภาคนี้เป็นสัตว์ประหลาดโบราณนาม มิวโต ที่เกิดและเติบโตจนมีขนาดใหญ่ขึ้นด้วยการกินกัมมันตภาพรังสีจากนิวเคลียร์เป็นอาหารส่งผลให้โรงฟ้าฟ้าที่ญี่ปุ่นในปี 1999 ถล่มจนมีผู้เสียชีวิตมากมายรวมทั้งภรรยาของโจ โบรดี้ นักฟิสิกส์นิวเคลียร์ ที่ตายในเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วย ส่งผลให้เขาหมกมุ่นกับการค้นหาว่า มันเกิดอะไรขึ้นในวันนั้นกันแน่ และเขาก็ได้พบว่า เหตุการณ์ในวันนั้นมีสัตว์ประหลาดนามว่า มิวโตข้องเกี่ยวและมันกำลังเดินทางไปยังอเมริกาเพื่อทำบางอย่างที่ปลุกให้ก็อตซิลล่าที่หลับใหลลืมตาตื่นขึ้นมาด้วย

 

ก๊อตซิลล่า คือตัวแทนของเหตุการณ์การทิ้งระเบิดปรมาณูในสงครามโลกครั้งที่สอง โดยฝ่ายพันธมิตรนำโดยอเมริกาได้ใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดลงที่เมืองฮิโรชิม่าและนางาซากิของจักรวรรดิญี่ปุ่น จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้จิตใจของคนญี่ปุ่นจำนวนมากต่างประหวั่นพรั่นพรึงถึงความน่ากลัวของมหัตภัยนิวเคลียร์ จึงได้สร้างสิ่งที่เสมือนเป็นตัวแทนของความน่ากลัวนั้นขึ้นมา นั่นก็คือ ก๊อตซิลล่านั่นเอง ก๊อตซิลล่า ตามท้องเรื่องในหนังจะถูกตีความให้แตกต่างออกไปในแต่ละภาค บางภาคนั้นมันเป็นสัตว์ประหลาดที่พยายามจะเข้ามาทำลายล้างเมือง ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนของธรรมชาติที่ต้องการจะทวงคืนมนุษย์ผู้ทำให้สิ่งแวดล้อมบนโลกต้องเสื่อมโทรมลง และในบางภาคมันก็ถูกเชิดชูให้เป็นเสมือนสัตว์เทพเจ้าที่คอยปกป้องมวลมนุษย์ จากการรุกรานของสัตว์ประหลาดตัวอื่นๆ ที่จ้องจะทำลายโลก…

ย้อนรอยหนังทำเงินปี 1960 : สปาร์ตาคัส

ภาพยนต์

ย้อนรอยหนังทำเงินประจำปี 1960

เรื่องที่พลาดไม่ได้ในยุคนั้น เห็นจะหนีไม่พ้น Spartacus หรือ
สปาร์ตาคัส ที่ได้ เคิร์ก ดัสลาส พ่อของ ไมเคิล ดักลาส
มารับแสดงนำ ภายใต้ฝีมือการกำกับของ สแตนลี่ย์ คูบริค
เรื่องราวในภาพยนตร์ “สปาร์ตาคัส”
เริ่มต้นในยุคโรมันเฟื่องฟู ช่วง 200 ปีก่อนคริสตกาล
ซึ่งเป็นยุคที่พวกทาสต้องทำงานหนัก อดอยาก ทรมาน
และถูกขายต่อไปให้กับใครก็ได้หากราคาเป็นที่พึงพอใจ
โดยพวกทาสผู้ชาย จะถูกขายถูกซื้อไปใช้แรงงาน
ขณะที่พวกทาสผู้หญิง จะทำงานทุกอย่างที่ได้รับคำสั่ง
และเมื่อมีลูก ลูกก็จะเป็นทาส
และถูกขายออกไปเป็นทาสตลอดชั่วลูกชั่วหลาน
สืบเช่นนี้ไม่มีหมดสิ้น
สปาร์ตาคัส คือหนึ่งในทาสเหล่านั้น
และถูกขายต่อไปเป็นแรงงานในเหมืองแห่งหนึ่ง
ตามด้วยการขายต่ออีกทอดให้พ่อค้าทาสที่ชื่อ บาเทียตัส
หลังจากให้ความช่วยเหลือเพื่อนทาสจนถูกลงโทษได้การมัดตากแ
ดดจนกว่าจะตายไปเอง
หลังจากนั้น สปาร์ตาคัส ถูก บาเทียตัส นำตัวไปยัง คาปัว
เพื่อเรียนรู้การต่อสู้สำหรับประลองเพื่อความสนุกสนานของคนดู
ซึ่งเหล่านักสู้จะได้รับการดูแลอย่างดี ทั้งปัจจัย 4
ตลอดจนหญิงสาวมาบำเรอ
ซึ่งในรายของ สปาร์ตาคัส ทาง บาเทียตัส
ได้ส่งนางทาสเวริเนียให้
หวังแอบลอบดูกิจกามของทั้งคู่ผ่านเพดานห้องพัก ก่อน
สปาร์ตาคัส จะหลงรัก เวริเนีย จากใจจริง
ทำให้โดนกลั่นแกล้งจากหัวหน้านักสู้ผู้ไม่ลงรอยกับเขาตลอดเวลา
กระทั่งวันหนึ่ง แครสซัส ขุนนางโรมัน เดินทางมาเยือนคาปัว
พร้อมหลงไหลในความงามของ เวริเนีย
พร้อมยื่นข้อเสนอแกมบังคับเพื่อนำตัวไปอยู่ด้วย

การก่อกบฏของพวกทาสก็เริ่มต้นขึ้น โดยมี สปาร์ตาคัส
เป็นแกนนำ
แล้ว สปาร์ตาคัส ก็ได้พบกับ เวริเนีย ระหว่างทางไปกรุงโรม
เนื่องจากเธอแอบหนีจากเกวียนที่นำเธอไป
จากนั้นก็เป็นเรื่องราวของกองทัพที่ลุกขึ้นมาต่อกรกับกองทหารแห่
งกรุงโรม
พร้อมอาศัยการดำรงชีพด้วยการออกปล้นคนรวยช่วยเหลือคนจน
อย่างไรก็ตาม
บทสรุปสุดท้ายกลับเป็นเรื่องราวสุดสะเทือนใจที่เราไม่อาจกลั้
นน้ำตาเอาไว้ได้ เมื่อ สปาร์ตาคัส ที่ลุกขึ้นต่อสู้มาตลอด
สามารถปลดปล่อยเลือดทาสของภรรยา เวริเนีย และลูกน้อยได้
แม้ตัวเองจะเผชิญกับหนทางไปสู่นรกก็ตาม
ทั้งหมดทั้งมวลคือเนื้อหาโดยย่อของเรื่องราวในภาพยนตร์
สปาร์ตาคัส
ที่สะท้อนประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของกรุงโรม
รวมถึงการใช้ชีวิตของเหล่าทาสที่เต็มไปด้วยการกดขี่ข่มเหงทั้งทา
งร่างกายและจิตใจ
ซึ่งหากใครต้องการเก็บเกี่ยวประสบการณ์และต้องการศึกษาประวั
ติศาสตร์กรุงโรมยุคเก่าไปในตัว สปาร์ตาคัส
คือภาพยนตร์ชั้นครูที่ไม่ควรพลาด ด้วยทุนก่อสร้างเพียง 10
ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่กลับทำเงินทั่วโลกเกือบ 100
ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ…

ย้อนรอยหนังทำเงินประจำปี 1960

ภาพยนต์

ย้อนรอยหนังทำเงินปี 1960 : ไซโค

ย้อนรอยหนังทำเงินประจำปี 1960
อีกหนึ่งเรื่องที่พลาดไม่ได้ในยุคนั้น คือ Psycho หรือชื่อภาษาไทย
ไซโค ภาพยนตร์ที่สร้างมาจากนวนิยายขายดีของ โรเบิร์ต บล็อช
ที่ถูกขยายความระทึกผ่านแผ่นฟิล์มภายใต้ฝีมือกำกับของ
อัลเฟร็ด ฮิต์ช์อค
ไซโค เป็นภาพยนตร์แนวสืบสวนสอบสวนระทึกขวัญ
ที่ใช้ทุนสร้างแค่ 8 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ทำเงินไปกว่า 50
ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
โดยจุดเด่นคือเป็นหนังที่มีภาพขาวดำตลอดทั้งเรื่องความยาว 109
นาที
โดยเรื่องราวเริ่มต้นจากเลขานุการสาวอย่าง แมเรี่ยน เครน
(รับบทโดย เจเน็ต ลีห์)
แอบขโมยเงินจำนวนหนึ่งของบริษัทและหนีไป
เพื่อหวังพบกับชู้รักของเธอ แซม (รับบทโดย จอห์น เกวิน)
ที่กำลังมีปัญหาเรื่องเงินจากการหย่าร้างกับภรรยา
แต่ระหว่างการเดินทางเกิดฝนตกหนัก
เธอจึงหลงเข้าไปในโรงแรม Bates Motel และได้พบกับ นอร์แมน
ชายหนุ่มเจ้าของโรงแรม (รับบทโดย แอนโธนี่ เพอร์กิ้นส์)
ที่มีแม่สติไม่ดีต้องคอยเลี้ยงดู
ทว่าในคืนนั้นกลับเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น
อีกด้านหนึ่ง ไลล่า เครน (รับบทโดย เวร่า ไมล์ส)
เมื่อรู้ว่าพี่สาวของเธอหายตัวไปอย่างลึกลับ
ก็ได้ออกตามหาพร้อมกับ แซม
แถมยังได้นักสืบเอกชนฝีมือดีจากบริษัทที่จ้างมา เพื่อตามเงินที่
แมเรี่ยน ขโมยไป จนในที่สุดก็ได้รู้เบาะแสและเงื่อนงำบางอย่าง
ที่นำไปสู่ความจริงของคดีชวนสยองเมื่อ 10 ปีก่อน ที่ Bates
Motel
ที่เหลือไปหามาชมเอง รับรองมันระทึกใจแน่นอน
เพราะหนังโดดเด่นเรื่องการกำกับจังหวะอารมณ์คนดูให้หลง
ใหลไปกับมนต์เสน่ห์ที่หนังสร้างขึ้นทีละเล็กทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว
โดยใช้ประโยชน์จากมุมกล้องและตัวละครรอบข้าง

ดังนั้น ไซโค
จึงเป็นภาพยนตร์ที่เลือกใช้เทคนิคทางจิตวิทยาเพื่อเล่าเรื่องไ
ด้เปี่ยมไปด้วยชั้นเชิง
แถมยังสามารถสื่อสารออกมาให้เข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน
และไม่ลดทอนความสนุกที่มีต่อหนังไปเลยแม้แต่น้อย
นอกจากนี้ ไซโค
ยังเลือกใช้เสียงประกอบที่ช่วยยกให้บทภาพยนตร์โดดเด่นม
ากขึ้นไปอีก แถมเป็นเสียงประกอบเดิมๆ ที่ถูกนำมาใช้ตลอดเวลา
กระทั่งมันติดหูคนดู และเริ่มตั้งข้อสังเกตกับเหตุการณ์ในขณะนั้น
แต่ไม่ได้บั่นทอนความระทึกให้ลดน้อยไปเลย
ขณะที่ผู้กำกับอย่าง อัลเฟร็ด ฮิตช์ค็อค
ถือเป็นราชาหนังเขย่าขวัญของวงการฮอลลีวู้ด และ ไซโค
คือภาพยนตร์เรื่องแรกที่ผู้คนทั่วโลกเพิ่งจะรู้ซึ้งถึงฝีมือของเขา
หลังก่อนหน้านี้ฝากผลงาน Rebecca (1940), Rear Window
(1954), Vertigo (1958) และ North by Northwest (1959)
…ใครไม่ยากพลาดผลงานชั้นครู รีบหามาชมด่วน
เดี๋ยวจะหาว่าเราไม่เตือน เพราะเวอร์ชั่นนี้เขาบอกของจริง
แม้จะมีการรีเมคทำใหม่หลายครั้ง
แต่ก็ยังไม่มีใครเลียนแบบฝีมือกำกับของ อัลเฟร็ด ฮิตช์ค็อค
ที่จากโลกนี้ไปตั้งแต่ปี 1980…

10หนังภาคต่อ ที่ทำออกมาน่าสนใจ

ภาพยนต์

10หนังภาคต่อ ที่ทำออกมาน่าสนใจกว่าภาคแรก

“Toy Story 2” (1999)
ถึงภาคแรกจะมีทั้งความน่ารักและเป็นเรื่องแอนิเมชั่นสุดน่ารักขนาดไหน
แต่ภาคต่อของมันกลับตีแผ่เรื่องราวเกี่ยวกับความดีงามและมิตรภาพมากกว่า

“Harry Potter and the Prisoner of Azkaban” (2004)
เป็นที่ถกเถียงกันมาอย่างยาวนานว่าในเวอร์ชั่นของหนังสือ ภาคนี้เป็นภาคที่ดีที่สุด
และเวอร์ชั่นของภาพยนตร์ก็เช่นกัน Alfonso Cuarón
คือผู้กำกับที่ร้อยเรียงความเหนือจินตนาการของเรื่องนี้ออกมาได้ดีมากๆ

“Mad Max 2: The Road Warrior ” (1981)
ถึงแม้ภาคแรกจะได้รับคำชมเป็นอย่างมากว่าสะท้อนให้เห็นถึงโลกหลังการล่มสลาย ได้อย่างยอดเยี่ยม
แต่ภาคต่อ The Road Warrior นี้อัพเกรดตัวละครหลักให้โหดดิบเถื่อนมากขึ้นในโลกอันโหดร้าย
ทำให้เขาไม่ได้เป็นแค่ชายเร่ร่อนกระจอกๆ อีกต่อไปแล้ว
“Bill & Ted’s Bogus Journey” (1991)
สำหรับภาคต่อของหนังเรื่องนี้ต้องบอกว่า Keanu Reeves แสดงออกมาได้สมบทบาทมาก ทั้งโง่ ทั้งตลก
โดยเฉพาะฉากที่เล่นบาสโดยใช้หัว
“22 Jump Street” (2014)
ภาคต่อของ 21 Jump Street เป็นเรื่องที่ค่อนข้างท้าทายเป็นอย่างมากเพราะว่าภาคแรกทำออกมาได้ไม่ค่อยดี
เท่าไหร่ แต่ภาคนี้ฉีกความคาดหวังว่ามันจะห่วยซะกระจุย ต้องขอบคุณสองผู้กำกับอย่าง Phil Lord และ Chris
Miller
“Army of Darkness” (1992)
ซีรีย์ของ Evil Dead นั้นทำออกมาดีอยู่แล้ว แต่ภาค Army of Darkness นั้นป่าเถื่อนสุดจินตนาการ
แถมยังสนุกสุดๆ อีกด้วยล่ะ โดยเฉพาะฉากสต็อปโมชั่นของกองทัพโครงกระดูกนี่คือตำนานเลยทีเดียว

“The Bride of Frankenstein” (1931)
Frankenstein ภาคแรกก็ออกมาดีและเป็นเอกลักษณ์อยู่แล้ว ภาคต่อก็คงไม่จำเป็นสำหรับหนังเรื่องนี้ แต่ The
Bride of Frankenstein กลับทำออกมาได้ฉีกแนวมาก เป็นหนังสยองขวัญที่จะไม่ทำให้คุณกลัว
และไม่เคยมีหนังสยองขวัญใดๆ ที่ทำออกมาได้เหมือนกับเรื่องนี้…
“The Dark Knight” (2008)

ต้องบอกว่าภาคนี้เฉิดฉายเพราะ Joker ที่รับบทโดย Heath Ledger จริงๆ ทั้งน่ากลัว เฉียบคม ตลก
และคาดเดาไม่ได้ บทของเรื่องนี้ก็ถือว่าปกติ แต่เพราะนักแสดงนี่แหละ ที่ทำให้เรื่องนี้มันสุดยอด
“Batman Returns” (1992)
เราสามารถเห็นจินตนาการอย่างสุดขั้วของ Tim Burton ได้ในภาคนี้ มุมมองเกี่ยวกับเมือง Gotham ของเขา
แถม Michelle Pfeiffer ที่รับบทเป็น Catwoman ก็แสดงออกมาได้ดีสุดๆ อีกด้วย

“The Hunger Games: Catching Fire” (2013)
หลายๆ คนพูดว่า Catching Fire นั้นเยิ่นเย้อและกินเวลานานจนเกินไป
แต่ภายในภาคนี้กลับแสดงให้เห็นด้านมืดเกี่ยวกับสื่อและโลกอนาคตได้เป็นอย่าง ดี ดีกว่าหนังวัยรุ่นทั่วๆ ไปซะอีก…